ประวัติหลวงพ่อเงิน
ประวัติหลวงพ่อเงิน
หลวงพ่อเงิน เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน บิดาขื่อ อู๋ มารดาชื่อ นางฟัก สมัยเป็นเด็กหลวงพ่อเงินติดตามลุงชื่อ นายช่วง มาอยู่กรุงเทพ และบวชเป็นสามเณรที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) เมื่อราวอายุ 12 ขวบ หลังจากบวชเณรอยู่ประมาณ 8 ปี ได้ลาสึกจากสามเณร กลับมาอยู่ที่บ้านบางคลาน
ช่วงชีวิตที่บวชเรียนนี่เองเชื่อว่าท่านได้ซึมซับพระธรรมคำสอนไว้อย่างลึก ซึ่ง เพราะปรากฎว่าท่านไม่ปรารถนาเพศฆราวาส ท่านเกือบจะแต่งงานกับสาวชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ “เงิน” เหมือนกัน แต่ท่านทำบางอย่างที่ไม่คาดคิดนั่นคือ ได้ขออนุญาติจับอกพี่สะใภ้ เพื่อเปรียบเทียบกับน่องของตัวเอง จนเกิดปลงต่อสังขารโดยท่านอุทานออกมาว่า “นมกับน่องก็คือกันไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนเลย” แล้วท่านก็ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝากชีวิตไว้กับพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต เป็นการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง เล่ากันว่าระหว่างนั้นหญิงสาวคู่รักท่านได้ปักตาลปัตร 1 เล่มมาถวายด้วยแต่ก็มิได้ทำให้ท่านเปลี่ยนใจ
พระภิษุเงิน พุทธโชติ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาความรู้ด้านวิปปัสสนากรรมฐานแล้วอักขระสมัยที่วัดตอง ปู (วัดชนะสงคราม) อีกครั้ง ได้อยู่ที่วัดตองปู 3 พรรษา ก่อนจะกลับมาที่บางคลานเมื่อทราบว่าปู่ของท่านป่วยหนัก เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดท่านได้จำพรรษาที่ (วัดคงคาราม) หรือวัดบางคลานใต้ ที่วัดบางคลานใต้นี้จะเกิดอะไรมิทราบได้มีสมภาพชื่อ “หลวงพ่อโห้” หรือ “พระอาจารย์โห้” ท่านเป็นพระนักเทศน์ ซ้อมเทศน์ชาดกเสียงดัง พลวงพ่อเงินท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐาน จึงติดสินใจไปอยู่ที่วัดวังตะโกซึ่งอยู่ตรงข้ามฟากแม่น้ำเลยขึ้นไปทางเหนือ หลวงพ่อเงินท่านคงอึดอัดใจมาก เล่าว่าท่านบ่นให้คนใกล้ชิดฟังว่า “ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน” แล้วก็หักกิ่งโพธิ์กิ่งหนึ่งติดตัวไปด้วยไปถึงบริเวณวัดวังตะโกแล้วก็อธิฐาน เสี่ยงบารมีปักกิ่งโพธิ์ลงไป ปกติตันโพธิ์จะไม่ขึ้นจากกิ่งแต่ประกฎว่ากิ่งที่ท่านอธิษฐานเจริญเติบโตงอก งาม อยู่คู่กับวัดวังตะโกหรือวัดบางคลานยาวกว่าหนึ่งร้อยปีเลยทีเดียว
เนื่องจากท่านเป็นพระที่เคร่งทางวิปัสสนา จึงมีคนเคารพนับถือมาก และชาวบ้านก็มาขอเครื่องรางของขลังจากท่านมิได้ขาด บางคนก็มาเพื่อให้รักษาโรคภัยไขเจ็บซึ่งท่านก็ช่วยอนุเคราะห์ให้ ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ ฝ่ายวิปัสสนาในที่สุด
ท่านมีความเมตตาอารีต่อคนทั่วไป ใครมาหาก็ได้ต้อนรับเสมอ ชาวบ้านเอาสัตว์มาถวายท่าน
ท่านก็รับไว้จนบริเวณวัดกลายเป็นสวนสัตว์ย่อม ๆ เท่าที่สืบทราบมา ท่านรักช้างของท่านมาก และเคยใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปบวชลูกหลานให้ชาวบ้านอยู่เสมอ
ท่านให้ความร่วมมือในการก่อสร้างวัดต่าง ๆ เสมอเมื่อมีผู้มาขอให้ท่านช่วยเหลือด้วยบารมีของท่าน เมื่อออกปากขอร้องชาวบ้านก็ได้ผลทุกครั้ง งานใหญ่โตเท่าใดก็สำเร็จได้ พระวัดอื่นจึงมาพึ่งบารมีของท่านอยู่เสมอถ้าต้องการให้การก่อสร้างที่ค้างคา อยู่สำเร็จโดยเร็ว
แม้ท่านจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงแต่ก็มีเจ้านายผู้ใหญ่ไปหาท่านเสมอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากับ พระยาวขิรญาณวโรรสก็เคยไปที่วัดท่านและพำนักอยู่ทำท่านหลายวัน แม้แต่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็เคยไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน
หลวงพ่อเงินท่านมีอายุยืนมาก เมื่อสอบประวัติเกี่ยวกับวันเกิด แล้วท่านน่าจะมีอายุถึง 114 ปีมิใช้ 107 ปี อย่างที่หนังสืออื่น ๆ เขียนไว้ รูปของท่านในสมัยก่อนบางรูปก็ยังระบุไว้เด่นชัดว่าท่านมีอายุ 111 ปี แล้วในขณะนั้นท่านก็ยังมิได้สิ้นชีวิต ฉะนั้นการที่อายุของท่านจะยืนยาวถึง 114 ปี จึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง
ท่านมรณภาพเมื่อวันศุกร์แรม 11 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 2462 และตรงกับวันเกิดของท่านพอดี คือ วันศุกร์เดือน 10 แต่วันเกิดกับวันมรณภาพห่างกันถึง 100 ปีเศษ
ถ้าหลวงพ่อมีอายุยืนยายถึง 114 ปีจริง ท่านก็จะมีอายุอ่อนกว่าสมเด็จพุฒาจารย์โตอยู่เพียง 17 ปีเท่านั้น คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์สิ้นชีพตักษัยเมื่อปี พ.ศ. 2415 นั้น หลวงพ่อเงินจะต้องมีอายุถึง 67 ปีแล้ว และหลวงพ่อก็มีอายุยืนยาวต่อมาอีก 47 ปี จึงมรณภาพ นับว่าท่านอายุยืนยาวมาก วิทยาคมจึงแก่กล้าเป็นธรรมดา จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าทำไมชาวบางคลานจึงยกย่องท่านเป็นเทพเจ้าผู้ทรง ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอมตาแห่งอำเภอโพทะเล (สมเด็จพุฒาจารย์โต ชาตะ พ.ศ. 2331 สิ้นชีพตักษัย พ.ศ. 2415)
